HIP Around Town
HIP Around the Universe
HIP Calendar
HIP People
HIP Pub & Restaurant
HIP Cafe
HIP Scoop
HIP Interview
HIP Guest House
HIP Design
HIP Mouth
HIP Music in the Kitchen
HIP Siam Music
HIP Lyrics
HIP for Social
HIP Film
HIP Program
 
 
 
 
 
Jazz Man's Avenue
เรื่อง: ภัทรานิษฐ์
ภาพ: อัจฉรี
คอลัมน์ : HIP Interview
ฉบับ : October 2006 Vol.2
 

ท่าช้าง แจ็ซซ์ผับ เชียงใหม่ 21.30 น. น่าเสียดายที่มิติของการอ่านยังขาดมิติแห่ง 'เสียง' เพราะมิฉะนั้น คุณอาจได้ยินเสียงเพลงแจ็ซซ์อันเปี่ยมด้วยมนต์สะกดล่องลอยมากระทบหู แล้วขับเคลื่อนวนเวียนเข้าไปอยู่ในทุกอณูของร่างกาย ประโยคคุ้นหูของนักท่องเที่ยวที่มาเชียงใหม่สมัยนี้ น้อยนักที่จะไม่ถามหาร้านนั่งฟังเพลงเพลินๆ โดยเฉพาะเมืองที่อยู่ภายใต้บรรยากาศสายน้ำปิงและขุนเขาที่โอบล้อม ยิ่งจะชวนให้นึกถึงดนตรีแจ็ซซ์ เสียงเพลงที่มีถิ่นกำเนิดมาจากเมืองนิวออร์ลีน ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายในผับกลางเก่า กลางใหม่ ห้องพัดลมสี่เหลี่ยมผืนผ้าในร้านที่ชื่อว่า 'ท่าช้าง แจ็ซซ์ผับ' ตอบโจทย์ชวนฝันให้นึกถึงวงดนตรีและบรรยากาศผับในต่างแดนที่เป็นต้นตำรับเพลงสไตล์นี้ได้ดียิ่งนัก มองไปที่เวลาบนข้อมือเพื่อนที่นั่งข้าง 21.30 น. พอดิบพอดี ค่ำคืนวันศุกร์กับเบียร์แก้วแรก เริ่มขึ้นพร้อมๆ กับเสียงเครื่องดนตรีของเหล่าบรรดานักดนตรี กลั้วเสียงสนทนาระหว่างฉันกับหนึ่งในสมาชิกบนเวทีในบ่ายวันก่อนหน้านี้ ที่โรงเรียนสอนดนตรีแห่งหนึ่ง หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ "พ่อผมชอบดนตรีมาก เล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ เล่นไวโอลิน แซ็กโซโฟน หรือกีตาร์ก็ได้ ส่วนคุณอาแกเป็นแฟนเอลวิส (Elvis Presley) เปิดให้ผมฟังตั้งแต่อนุบาล ทำให้ผมได้รับอิทธิพลของดนตรีไปด้วย เอาเป็นว่า ปอสองก็ร้องเพลงหน้าชั้นเป็นเพลง 'When the Girl in Your Arms' (เพลงของ Sir Cliff Richard) ได้เลย โดยที่ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร" ชายตรงหน้าเล่าพลางหัวเราะอารมณ์ดี อิทธินันท์ อินทรนันท์ หรือ อาจารย์เต๊ะ นักดนตรีอาชีพและเจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีวรนันท์ ผู้คร่ำหวอดในวงการดนตรีนานกว่า 30 ปี เมื่อเกิดความคลั่งไคล้ทางดนตรีตั้งแต่เด็ก จึงไม่แปลกใจนักที่เขาหันมาจับกีตาร์ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น อีกทั้งยังมีเพื่อนสนิทสมัยเรียนที่ต่อมาเป็นศิลปินดังอย่างอิทธิ พลางกูร ยิ่งทำให้ช่วงระยะเวลาที่เรียนมอปลายนั้น ความสนใจส่วนใหญ่ก็คงไม่พ้นการฟอร์มวงเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ ในโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รุ่นที่ 1 "ตอนนั้นอิทธิมาจากกรุงเทพ มาอยู่เชียงใหม่สามปี เราก็เป็นบ้านนอกอยู่นี่ เรียกได้ว่าเขาเอาดนตรีร็อคมาเผยแพร่ ตอนนั้นก็ตะลึงเหมือนกัน เพราะว่าเขาเล่นเก่ง ฟังเพลงก็ฟังพวก อีริค แคลปตัน (Eric Clapton) จิมี่ เฮ็นดริกซ์ (Jimi Hendrix) อะไรพวกนี้ เราก็ซึมซับจากเขา ตอนนั้นเลยเป็นช่วงที่เล่นดนตรีเยอะมาก" และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาใช้เวลา 6 ปีต่อจากนั้นในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งบทบาทของนักศึกษาและนักดนตรี "ชีวิตคลุกคลีอยู่กับวงการเพลงมากนะ เล่นดนตรีที่ผับสวีทรูม แล้วก็อีกหลายร้าน ต้องซ้อมดนตรี ยิ่งสมัยก่อนนี่ต้องร้องได้ด้วย ค่อนข้างเป็นกลุ่มนักดนตรีไปแล้ว เรียนเกือบไม่จบ ฟังแต่เพลงสากล แต่ตอนนั้นก็พยายามเข็นตัวเองให้จบหกปีให้ได้" เบียร์ในแก้วตรงหน้าพร่องลงเกือบหมด ฉันเรียกพนักงานมาเสิร์ฟแก้วที่สอง โดยละสายตาจากบนเวทีไปไม่กี่วินาที เพราะมีแรงดึงดูดเป็นเพลง 'The Girl from Ipanema' ด้วยลีลาการร้องของผู้หญิง 'สวย' คู่ชีวิตของผู้สนทนาในบ่ายวันนั้น พลางสังเกตบรรยากาศรอบตัว ว่ามีผู้ร่วมฟังเพียง 5 โต๊ะ นอกจากส่วนใหญ่จะมีท่าทางตั้งใจมาฟังอย่างเต็มที่แล้ว โต๊ะที่มีการคุยกระซิบกระซาบ เดาว่าคงเป็นเพียงบทสนทนาเรื่องเสียงเพลงแจ็ซซ์จากกลุ่มคนบนเวที "พอผมเรียนจบก็ลงไปกรุงเทพเพราะว่าพ่อผมเป็น ส.ส. เชียงราย เดินไปเดินมาแถวๆ สุริวงศ์ ก็ไปเจอวง Kaleidoscope โดยบังเอิญ แล้ววงนี้เขามาเชียงใหม่บ่อยเขาเคยมาดูผมเล่นในผับสมัยยังเรียนอยู่ เขาก็กวักมือเรียกเลย ถามว่าทำอะไรอยู่ที่ไหน เพราะพี่กิตติ (กาญจนสถิตย์ - ฉายากีตาร์ปืน) กำลังจะออก อยากหาคนมาแทน เขาก็ชวนผมไปเล่นด้วย ตกใจมากเลย เพราะว่าเขาอายุมากกว่าผมตั้งห้าหกปี ตอนเขามาแสดงคอนเสิร์ตที่เชียงใหม่ ผมยังใส่กางเกงขาสั้นไปดูอยู่เลย เลยตื่นเต้นมาก "ครั้งแรกที่เข้ามาร่วมวงก็เพิ่งมีกีตาร์เป็นของตัวเองตัวแรกหลังจากนั้นก็ย้ายไปอยู่อีกวงหนึ่งชื่อว่า Baracudas ซึ่งช่วงที่อยู่กรุงเทพ ได้รับอะไรเยอะมาก ได้ฟังเพลงหลายแบบมากเลย ทั้งแจ็ซซ์ ฟิวชั่นแจ็ซซ์ ก็เลยสนใจไปเรียนต่อเกี่ยวกับเพลงที่เบิร์กลี่ (Berklee College of Music) เพราะว่าอยากรู้ว่าคนที่เล่นดนตรีเก่งๆ เขาคิดยังไง อีกอย่างที่เลือกเรียนทางด้านแจ็ซซ์รู้สึกว่าดนตรีแนวนี้มีเสน่ห์ ตอนนั้นก็เริ่มรู้จักกับป้อม (อัสนี โชติกุล) คิดเหมือนกันว่าอยากไปเรียนต่อที่เบิร์กลี่เหมือนกัน แต่เขาออกเทปไปก่อน ก็เลยไม่ได้มา เพราะว่าช่วงนั้น แกรมมีเพิ่งเปิด" เมื่อชีวิตต่างแดนได้เริ่มต้นขึ้นที่ วิทยาลัยดนตรีอย่าง 'เบิร์กลี่' ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจุดหมายปลายทางในขณะนั้น อาจทำให้เขาหายความแคลงใจเกี่ยวกับวิธีการทำดนตรี และเริ่มต้นชีวิต Jazz Man อย่างเต็มตัว "ไปเรียนที่โน่น เรารู้จักตัวเองมากขึ้นนะ เพราะว่าอยู่เมืองไทยก็สปอยล์ (Spoil) ตัวเองเหมือนกับเป็นดารา เพราะว่าไปเล่นที่ไหนก็มีคนขนเครื่องให้ คนต้องซื้อตั๋วเขามาดู ไปถึงโน่นเรากลายเป็นคนธรรมดามาก ระดับเราที่เบิร์กลี่นี่มีหลายร้อย เก่งกว่าก็เป็นร้อยเหมือนกัน คนที่อเมริกาเขามีความพยายามมาก ถ้าเทียบกับคนไทย ห้องซ้อมที่นั่นเต็มตลอดเวลา เพราะเขาจะเก่งได้นี่เขาต้องซ้อมอย่างเดียว "ที่เบิร์กลี่ผลิตนักดนตรีดังๆ ในโลกเยอะนะ แต่คำนวณมาแล้วว่ามีห้าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ทำงานด้านดนตรีเป็นงานหลัก นอกนั้นก็ทำงานดนตรีเป็นงานเสริม หรืออีกส่วนหนึ่งก็อาจทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับดนตรีเลยก็ได้ เพราะว่าการแข่งขันทุกอย่างสูงมาก ตอนที่ผมอยู่บอสตันนี่ ถ้าได้เล่นดนตรีสองเดือนครั้งนี่ถือว่าพอใช้ได้แล้วนะ เพราะว่านักดนตรีเยอะมาก เดินชนนักดนตรีตามถนนเลย แต่ถ้าใครได้เล่นในแจ็ซซ์ผับอาทิตย์ละสองหนนี่ถือระดับโลกแล้วนะ" ในปี ค.ศ. 1950 จัดได้ว่าเป็นยุคพีคของดนตรีแจ็ซซ์ เมื่อเบิร์กลี่เป็นมหาวิทยาลัยทางดนตรีที่เปิดขึ้นมาเป็นที่แรกๆ โดยมีวิชาสอนเกี่ยวกับดนตรีแจ็ซซ์อย่างจริงจัง ต่อมาราวปี ค.ศ. 1974 อาจารย์ที่สอนในวิทยาลัยแห่งนี้ยังเป็นศิลปินดังก้องโลกอย่าง 'แพ็ท เมธานีย์' (Pat Metheny) หรือแม้แต่ศิลปินดังทางด้านเพลงอย่าง 'จอห์น สโกฟิลด์' (John Scofield) หรือ 'ไมค์ สเติร์น' (Mike Stern) ก็จบจากสถาบันแห่งนี้เช่นกัน "ดนตรีแจ็ซซ์เป็นดนตรีที่คุณจะแสดงความเป็นตัวของคุณเองออกมา คุณโกหกอะไรไม่ได้เลยเวลาเล่นแจ็ซซ์" เสียงของเขาแว่วมาขณะที่ฉันพบว่าบนเวทีเป็นการสลับสับเปลี่ยนการโซโล่เพลง ของทั้ง 4 คน เริ่มด้วยกีตาร์ เบสส์ กลอง และแซ็กโซโฟน ตามสไตล์ของตัวเอง ฉันนั่งฟังด้วยความตระหนักว่า 'อารมณ์ - ความรู้สึก เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น' "การเล่นแจ็ซซ์เหมือนเป็นดนตรีที่ออกมาจากวิญญาณเราจริงๆ เพราะว่าแต่ละครั้งที่เล่นก็จะเล่นไม่เหมือนกัน นี่คือความโดดเด่นของดนตรีชนิดนี้ ถ้าดนตรีคลาสสิค เราพยายามจะเล่นตามที่คอมโพเซอร์ (Composer) เขียนไว้อย่างละเอียดเลยว่าตรงไหนต้องเล่นเศร้า ตรงไหนต้องเล่นอย่างแฮ้ปปี้ หรือว่าตรงไหนต้องเล่นอย่างตลกขบขัน จะมีบอกไว้หมด แต่แจ็ซซ์นี่จะมีโครงทำนองกับคอร์ดให้อย่างเดียว แล้วคนเล่นอิสระมากเลย จะเปลี่ยนคอร์ดก็ได้ เปลี่ยนทำนองก็ได้ เอาง่ายๆ นะ คอนเสิร์ตคลาสสิคนี่เราไม่สนใจหรอกว่าใครจะเล่น แต่สนว่าจะเล่นเพลงของใครมากกว่า ส่วนแจ็ซซ์นี่ชื่อมาก่อนเลยว่าใครเล่น ไม่สนใจเลยว่าใครแต่ง "คลาสสิคนี่บูชาคนแต่ง แจ็ซซ์บูชาคนเล่น" ในการฟังเพลงแจ็ซซ์นั้น เขายังเล่าให้ฟังว่าคนที่หลับตาแล้วฟังเสียงดนตรีในเก้าอี้แถวหน้าสุด ขณะที่พวกเขากำลังสาดใส่เสียงดนตรีและเล่าเรื่องราวต่างๆ ตามประสบการณ์ที่ได้พบเจอ นั่นคือคนที่กำลังซึมซับกับเสียงดนตรีด้วยหัวใจ ซึ่งแม้ว่าในคืนนี้ฉันจะไม่ได้อยู่แถวหน้าสุด แต่ก็ลองหลับตาฟังในบางขณะ จนแอบเคลิ้มเผลอคิดถึงแง่มุมกว่าที่จะเป็นนักดนตรี 'อาชีพ' อย่างที่ได้ฟังอยู่นี้ "การเป็นนักดนตรีที่เก่ง เราต้องมีความตั้งใจ สนใจ ชอบไม่พอ ต้องลุ่มหลง เป็นเหมือนเครซี่ และต้องมีวินัยในการซ้อม มีโสตทักษะที่ดี ยิ่งถ้ามีพรสวรรค์ก็จะยิ่งดี เรียนแจ็ซซ์มีสามระดับนะ ระดับแรกแกะเพลงหรือ เลียนแบบ ชอบคนนี้ก็แกะเพลงคนนี้ ฟังเพลงของคนนี้เยอะๆ เป็นระดับซึมซับ เรียกว่า Education Imitation ส่วนระดับที่สองคือช่วงที่เรารวบรวมความรู้มาย่อยจนเป็นตัวเรา เป็นตัวเราที่ร่างๆ ออกมา ส่วนที่สามนี่ต้องค้นพบตัวเอง ส่วนใหญ่จะเป็นสองช่วงแรกๆ นี่เอง หมายความว่ายังไม่มีคอนเส็ปท์เป็นของตัวเองชัดเจน "เหมือนศิลปะเลย ชัดมาก ช่วงแรกต้องหัดใช้ เส้นโน้นเส้นนี้ ช่วงสองก็ต้องตัดสินใจว่าจะปั้นหรือจะวาด ช่วงสามก็สร้างสรรค์งานที่เป็นแบบของตัวเอง ฉะนั้น บางทีจะทำอะไรใหม่ขึ้นมาก็ต้องยอมที่จะต้องรอ ผิดหวัง เสียเวลา สมมุติว่าผมคิดค้นอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา ก็ต้องมีคนสนับสนุนและยอมรับด้วย อย่างศิลปินในวงการแจ็ซซ์ก็มีไม่กี่คนที่ค้นพบตัวเองจริงๆ "หรือบางทีเขาอาจค้นพบแต่อาจไม่ได้รับการยอมรับก็มี ซึ่งก็ไม่ใช่การคิดดนตรีใหม่ หรือสไตล์ใหม่นะ เหมือนเวลาผมฟังเพลงแจ็ซซ์ ถ้าเป็น แพ็ท เมธานีย์ผมรู้เลยว่านั่นคือเขา หรือถ้าไม่ใช่ ก็คงเป็นใครสักคนที่พยายามเล่นในสไตล์ของเขา แต่ยังไง แพ็ท เมธานีย์ก็คือคนสร้างสไตล์นี้ขึ้นมา ไม่ใช่คนๆ นั้น ซึ่งคนที่พยายามจะเลียนแบบก็จะไม่ค่อยดังนัก เพราะว่าไม่มีแนวทางของตัวเอง" ด้วยระยะเวลาเพียง 3 ปี ในมหาวิทยาลัยดนตรีต่างแดน เขาได้รับเกียรตินิยมอันดับ 2 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.66 ก่อนที่จะใช้ชีวิตต่อที่อเมริกาอีก 1 ปี เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านเพลงแจ็ซซ์ เพลงที่ 4 เริ่มขึ้น เขายืนอยู่บนเวที พร้อมทำหน้าที่เป็นเจ้าของเสียงในเพลง 'I've Got You Under My Skin' สายตาที่ทุกคนจับจ้องมาบนเวทีในขณะนั้น สักเสี้ยววินาทีน่าจะเป็นเวลาที่ทำให้หลายคนลืมนึกถึงตัวเอง เมื่อกาแฟแก้วขม ผู้จิบมักผ่านประสบการณ์การดื่มกาแฟมาอย่างคร่ำหวอด คล้ายกับจังหวะบนเวที ที่ฟังดูแล้วอาจจะยากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย "การเรียนรู้ดนตรีก็มีการเติบโตเหมือนกัน บางคนฟังอีเกิลส์ (The Eagles) ตั้งแต่อายุ 14 - 15 แก่แล้วก็อาจยังฟังอยู่ นี่คือดนตรีไม่โตไปกับตัว อย่างโมสาร์ทนี่สมัยเขาทำดนตรีแรกๆ แม่ค้าในตลาดชอบมาก คนหมู่มากฟังได้สบายเลย แต่เพลงที่เขาทำตอนอายุมากขึ้น คนกลับฟังเพลงเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง เหมือนกันกับเพลงแจ็ซซ์ คนฟังแจ็ซซ์แรกๆ อาจฟังป็อปแจ็ซซ์ก่อน แล้วค่อยฟิวชั่น จากนั้นค่อยไปฟังเพลงยากๆ อย่างเช่นเพลงของ จอห์น โคลเทรน (John Coltrane) เพราะถ้าให้ฟังยากๆ ก่อนนี่หนีกันหมด กินกาแฟก็ใส่นมก่อน ใส่น้ำตาลก่อน แล้วค่อยเพิ่มความขมขึ้นเรื่อยๆ ลิ้นก็พัฒนาการรับรู้ได้มากขึ้น "ผมว่ากาแฟที่ขม…ก็อร่อยได้นะ" เขาเปรียบเทียบระดับทางฟังดนตรีกับการดื่มกาแฟได้อย่างน่าสนใจ แม้จะรู้จักแนวทางของตัวเองเป็นอย่างดี แต่ระหว่างการเดินทางบนเส้นทางชีวิตจริง ใครบ้างเล่าที่ ไม่เคย 'หลงทาง' เมื่อเหตุมาจาก 10 ปีก่อนหน้านี้ แนวเพลงดังกล่าวอาจใหม่เกินไปสำหรับคนเชียงใหม่ "ตอนนั้นเรียนจบมาก็กลับมาทำเพลงให้แกรมมี่บ้าง เคยเป็นโปรดิวเซอร์ค่ายเอสพีด้วย ตอนนั้นเรียกว่าหลงทางนะ เพราะเวลาเขาจะทำเพลง เขาจะเอาเพลงมาให้ฟังว่าอยากทำออกมาสไตล์นี้ๆ บางทีเป็นนโยบายของบริษัทกับโปรดิวเซอร์ ยิ่งเราต้องทำเพลงตามกระแสด้วย เราก็ไม่อยากทำ ก็เลยไม่ไหวแล้ว เลยออกมาเล่นกับเพื่อน ได้เงินไม่เยอะแต่ก็มีความสุขดี คือช่วงที่เรารวบรวมความรู้มาย่อยจนเป็นตัวเรา เป็นตัวเราที่ร่างๆ ออกมา ส่วนที่สามนี่ต้องค้นพบตัวเอง ส่วนใหญ่จะเป็นสองช่วงแรกๆ นี่เอง หมายความว่ายังไม่มีคอนเส็ปท์เป็นของตัวเองชัดเจน "เหมือนศิลปะเลย ชัดมาก ช่วงแรกต้องหัดใช้ เส้นโน้นเส้นนี้ ช่วงสองก็ต้องตัดสินใจว่าจะปั้นหรือจะวาด ช่วงสามก็สร้างสรรค์งานที่เป็นแบบของตัวเอง ฉะนั้น บางทีจะทำอะไรใหม่ขึ้นมาก็ต้องยอมที่จะต้องรอ ผิดหวัง เสียเวลา สมมุติว่าผมคิดค้นอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา ก็ต้องมีคนสนับสนุนและยอมรับด้วย อย่างศิลปินในวงการแจ็ซซ์ก็มีไม่กี่คนที่ค้นพบตัวเองจริงๆ "หรือบางทีเขาอาจค้นพบแต่อาจไม่ได้รับการยอมรับก็มี ซึ่งก็ไม่ใช่การคิดดนตรีใหม่ หรือสไตล์ใหม่นะ เหมือนเวลาผมฟังเพลงแจ็ซซ์ ถ้าเป็น แพ็ท เมธานีย์ผมรู้เลยว่านั่นคือเขา หรือถ้าไม่ใช่ ก็คงเป็นใครสักคนที่พยายามเล่นในสไตล์ของเขา แต่ยังไง แพ็ท เมธานีย์ก็คือคนสร้างสไตล์นี้ขึ้นมา ไม่ใช่คนๆ นั้น ซึ่งคนที่พยายามจะเลียนแบบก็จะไม่ค่อยดังนัก เพราะว่าไม่มีแนวทางของตัวเอง" ด้วยระยะเวลาเพียง 3 ปี ในมหาวิทยาลัยดนตรีต่างแดน เขาได้รับเกียรตินิยมอันดับ 2 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.66 ก่อนที่จะใช้ชีวิตต่อที่อเมริกาอีก 1 ปี เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านเพลงแจ็ซซ์ เพลงที่ 4 เริ่มขึ้น เขายืนอยู่บนเวที พร้อมทำหน้าที่เป็นเจ้าของเสียงในเพลง 'I've Got You Under My Skin' สายตาที่ทุกคนจับจ้องมาบนเวทีในขณะนั้น สักเสี้ยววินาทีน่าจะเป็นเวลาที่ทำให้หลายคนลืมนึกถึงตัวเอง เมื่อกาแฟแก้วขม ผู้จิบมักผ่านประสบการณ์การดื่มกาแฟมาอย่างคร่ำหวอด คล้ายกับจังหวะบนเวที ที่ฟังดูแล้วอาจจะยากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย "การเรียนรู้ดนตรีก็มีการเติบโตเหมือนกัน บางคนฟังอีเกิลส์ (The Eagles) ตั้งแต่อายุ 14 - 15 แก่แล้วก็อาจยังฟังอยู่ นี่คือดนตรีไม่โตไปกับตัว อย่างโมสาร์ทนี่สมัยเขาทำดนตรีแรกๆ แม่ค้าในตลาดชอบมาก คนหมู่มากฟังได้สบายเลย แต่เพลงที่เขาทำตอนอายุมากขึ้น คนกลับฟังเพลงเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง เหมือนกันกับเพลงแจ็ซซ์ คนฟังแจ็ซซ์แรกๆ อาจฟังป็อปแจ็ซซ์ก่อน แล้วค่อยฟิวชั่น จากนั้นค่อยไปฟังเพลงยากๆ อย่างเช่นเพลงของ จอห์น โคลเทรน (John Coltrane) เพราะถ้าให้ฟังยากๆ ก่อนนี่หนีกันหมด กินกาแฟก็ใส่นมก่อน ใส่น้ำตาลก่อน แล้วค่อยเพิ่มความขมขึ้นเรื่อยๆ ลิ้นก็พัฒนาการรับรู้ได้มากขึ้น "ผมว่ากาแฟที่ขม…ก็อร่อยได้นะ" เขาเปรียบเทียบระดับทางฟังดนตรีกับการดื่มกาแฟได้อย่างน่าสนใจ แม้จะรู้จักแนวทางของตัวเองเป็นอย่างดี แต่ระหว่างการเดินทางบนเส้นทางชีวิตจริง ใครบ้างเล่าที่ ไม่เคย 'หลงทาง' เมื่อเหตุมาจาก 10 ปีก่อนหน้านี้ แนวเพลงดังกล่าวอาจใหม่เกินไปสำหรับคนเชียงใหม่ "ตอนนั้นเรียนจบมาก็กลับมาทำเพลงให้แกรมมี่บ้าง เคยเป็นโปรดิวเซอร์ค่ายเอสพีด้วย ตอนนั้นเรียกว่าหลงทางนะ เพราะเวลาเขาจะทำเพลง เขาจะเอาเพลงมาให้ฟังว่าอยากทำออกมาสไตล์นี้ๆ บางทีเป็นนโยบายของบริษัทกับโปรดิวเซอร์ ยิ่งเราต้องทำเพลงตามกระแสด้วย เราก็ไม่อยากทำ ก็เลยไม่ไหวแล้ว เลยออกมาเล่นกับเพื่อน ได้เงินไม่เยอะแต่ก็มีความ

 
HIP Board | Talk to HIP | About HIP | Contact HIP | Advertisement
Copyright © 2006 HIP Magazine. All rights reserved.