| ปกติเด็กเรียนชั้นมัธยมปลายเป็นช่วงเวลาที่ต้องทุ่มเทอย่างหนักเพื่อเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์ ด้วยหวังว่าการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยจะเป็นบันไดขั้นแรกของการประสบความสำเร็จในชีวิต เราจึงพบเห็นเด็กวัยนี้ใช้เวลาว่างในวันหยุดขลุกอยู่ตามสถาบันกวดวิชา บ้างก็บ้านของอาจารย์สอนพิเศษดังๆ แต่ยังมีเด็กๆ กลุ่มหนึ่งที่เลือกใช้วันว่างขลุกอยู่ที่โรงเรียนสอนดนตรี และเลือกสะสมประสบการณ์และฝึกฝนฝีมือเพื่อดนตรี แจ็ซซ์ ที่พวกเขาชื่นชอบ
การได้พบเจอกับเด็กกลุ่มนี้ทำให้ น.ส. หลงทาง คิดถึงคำกล่าวของ ครูโจ อ. บฤงคพ วรอุไร หัวหน้าภาควิชาดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ เคยพูดไว้ว่า
เมืองเชียงใหม่เป็นสถานที่มีบรรยากาศเหมาะกับการสร้างสรรค์งานศิลปะรวมทั้งในแขนงของดุริยศิลป์ด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะได้ศิลปะแต่ละแขนงได้เป็นแรงบันดาลเอื้อให้แก่กันและกัน คนดนตรีรู้จักกันอย่างทั่วถึง สิ่งเหล่านี้ได้เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและสร้างบุคลากรดนตรีรุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
เด็กน้อย 4 คนนี้ทำให้เราคิดถึงผลผลิตจากบรรยากาศที่ ครูโจ เคยว่าไว้ เพราะพวกเขาคือ ลูกหลานคนดนตรีที่ได้รับอิทธิพลจากคนดนตรีเชียงใหม่อย่างแท้จริง
คนแรก ป่า - พนา โทปุญยานนท์ อายุ 14 ปี เรียนชั้น ม. 3 โรงเรียนมงฟอร์ตมัธยม ซึมซับความชอบดนตรีมาจากการฟังเพลงยุค 60s 80s ของคุณพ่อคุณแม่ กระทั่งอายุได้ 11 ปี ป่าก็สนใจอยากเรียนดนตรีที่โรงเรียนดนตรีวรนันท์ และที่นี่เองทำให้เขาได้มาเล่นดนตรีกับพี่ๆ ที่ถือว่าเป็นเพื่อนอีก 3 คน ซึ่งก็คือ นล, เพียว และ มาย
นล - นล อินทรนันท์ อายุ 15 ปี เรียนชั้น ม. 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เด็กชายหน้าคมเข้ม พูดจาฉะฉานคนนี้ หลายคนคุ้นหน้าเขาดีในฐานะ ลูกชายคนที่ 2 ของ อาจารย์เต๊ะ อิทธินันท์ อินทรนันท์ จากการเติบโตในครอบครัวที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่เป็นนักดนตรีแจ็ซซ์ชั้นครูของเชียงใหม่ จึงทำให้ นล กลายเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
เพียว - เพียว วาตานาเบะ อายุ 16 ปี ม. 5 โรงเรียนดาราวิทยาลัย ตอนแรกตั้งใจเรียนดนตรีเพราะอยากรู้อยากเรียน ตอนหลังเขาตั้งใจฝึกฝนตนเองให้เก่งยิ่งขึ้นเพื่อนำไปใช้ต่อในมหาวิทยาลัย
ส่วนคนสุดท้าย มาย - ดนตรี ศิริบรรจงศักดิ์ เรียนอยู่ชั้น ม. 5 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ด้วยวัย 17 ปี เขาเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กระตือรือร้นในการฟังเพื่อศึกษา
ทั้ง 4 คนมาพบกันที่โรงเรียนดนตรีวรนันน์ แล้วนึกสนุกตั้งวงดนตรีแจ็ซซ์แบบเด็กๆ ภายใต้ชื่อว่า ป้าแจ๊ด
จุดเริ่มต้นของการทำวงดนตรี
มาย: อยากเล่นดนตรีแบบที่เราชอบ และแจ็ซซ์เล่นคนเดียวมันไม่สนุก
เพียว: จริงๆ เราฝึกฝนคนเดียวกับเทปก็ได้ แต่การที่เราฝึกด้วยกัน ฝึกฝนกับคน มันจะเจอปัญหา แล้วทักษะเราจะเพิ่มขึ้นมากกว่าการที่เราฝึกคนเดียว ที่สำคัญคือสนุกกว่า ถ้าเราฝึกคนเดียวเราจะไม่ได้แสดงออกครับ ถ้าเราเล่นกับเพื่อนนี่เรายังมีโอกาสถึงแม้ไม่มีเวที เราก็ชวนกันไปเล่นที่ถนนคนเดิน ก็จะได้ทั้งความสุข สนุก และประสบการณ์ มาย: เชียงใหม่ดีตรงที่มีพื้นที่ให้เราแสดงออก ถ้าเราอยู่กรุงเทพเราก็ไม่รู้จะไปแสดงกันที่ไหน ไปไหนมาไหนก็ลำบาก แต่เชียงใหม่ราอยากเล่นที่ไหนเราก็เล่นได้
ทำไมต้องดนตรีแจ็ซซ์
มาย: มันสมควรแก่เวลาแล้วครับ (ทำหน้าคิด) ก็มันอยากเล่นแล้วอ่ะ แต่ก่อนเราก็เล่นเพลงทั่วไปของค่ายแกรมมี่ อาร์เอส ส่วนป่าเล่นดนตรีคลาสสิกมาก่อน
เพียว: ส่วนผมเล่นเพลงป๊อปนอกกระแสและเพิ่งมาเล่นแจ็ซซ์ได้ปีกว่า ก็ยากเหมือนกันครับ
รู้จักดนตรีแจ็ซซ์กันได้อย่างไร
เพียว: จริงๆ เพิ่งเริ่มฟังได้ประมาณ 1 ปีครับ มาเรียนที่นี่ (โรงเรียนดนตรีวรนันท์) อาจารย์ยัดเยียดเพราะเป็นแบบฝึกหัด (อย่าเรียกว่ายัดเยียดสิ นล แย้งแบบขำๆ) อ๋อ เป็นแบบฝึกหัดให้กระตุ้นครับ เช่น รูปแบบเพลงตรงกับทฤษฎีนี้ ให้เราไปฟังมา ซึ่งแจ็ซซ์ก็เป็นหนึ่งในบทเรียนที่เราจะต้องเรียน
นล: เริ่มตั้งแต่ผมอยู่ในท้องแล้วมั้งครับ เพราะพ่อผมเป็นนักดนตรีแจ็ซซ์ แต่ถ้าชอบแจ็ซซ์จริงๆ ผมก็เพิ่งเริ่มมาได้ปีสองปี แต่ก่อนก็ชอบตามเพื่อน อยู่โรงเรียนไม่มีใครฟังแจ็ซซ์เลย ผมเลยเริ่มจากฟังสมูธแจ็ซซ์ก่อน ก็ชอบตรงที่เป็นอะไรที่ไม่เชิงใหม่ ไม่เชิงเก่า ไปได้เรื่อยๆ (ใส่ความเป็นตัวของตัวเองได้ มายช่วยเสริม)
ป่า: ผมเริ่มชอบแจ็ซซ์จากพี่ พี่ผมฟังบอสซาโนว่า แล้วก็มีศิลปินคนหนึ่งเขาเป่าแซ็กโซโฟนด้วย ก็เลยชอบ เป็นเครื่องดนตรีโลหะแต่ให้เสียงนุ่มนวล ไม่เหมือนพวกทรัมเป็ต แต่ตอนมาเรียนตอนแรก อาจารย์เต๊ะ ให้เล่นคาลิเนตก่อนเพราะตอนนั้นยังแบกแซ็กโซโฟนไม่ไหว (ป่าพูดยิ้มๆ)
มาย: ของผมเริ่มเข้ามาตอนฟังเพลงของค่ายเบเกอรี่ครับ เพิ่งรู้ว่าดนตรีมันมีเยอะกว่านั้น อยากขอบคุณวงอาร์มแชร์ อัลบั้มแรกมากเลย เป็นบอสซาโนว่าด้วย มีเสียงฟรุ้ทด้วย เลยเอาอัลบั้มนั้นไปถามพ่อ พ่อเลยให้ สแตนเกทส์ (Stan Getz) มาให้ฟัง ก็รู้ว่านี่คือ แจ็ซซ์ แล้วก็เริ่มหาเพลงฟังจากลุงโหน่ง (บก. HIP) ครับ ซีดีเยอะ
ปกติเล่นกันที่ไหนบ้าง
นล: ก็ถนนคนเดิน ร้านขันอาษา ร้าน 94 Coffee แต่ก็ไม่ได้เล่นประจำส่วนมากเราก็ไปแจมครับ
มาย: ในส่วนนี้ก็ต้องขอบคุณพี่ๆ เขาด้วยนะครับที่ทำให้เด็กอย่างพวกเราได้มีโอกาส ได้ประสบการณ์ และเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ด้วยครับ
ข้อดีของการเล่นดนตรีแจมกับพี่ๆ
เพียว: ปกติเราก็ได้แค่มองตัวเราเอง แต่พอคนอื่นมองเราก็จะเห็นข้อดีข้อเสีย และก็มีหลากหลายความคิดเห็น พี่เขาจะไม่บอกให้เราแก้โดยตรงแต่จะบอกให้ลองไปทำดูนะ บางอย่างถ้ามีผู้ใหญ่มาแนะนำก็ดีกว่า เพราะเขามีประสบการณ์มากกว่า อายุมากกว่า คือมากกว่าเราทุกด้าน ก็ขอบคุณทุกคนครับที่ช่วยแนะนำ
อยากให้วงเป็นยังไงต่อไปในอนาคต
มาย: โตขึ้น
นล: ไม่จำเป็นต้องดังแบบดีทูบีก็ได้ครับ
เพียว: อยากเล่นด้วยกันให้นานที่สุด
โตขึ้นอยากเป็นอะไร
มาย: อยากทำสิ่งที่ตัวเองรักไปเรื่อยๆ ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะรักอะไร แต่ก็อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรัก
เพียว: ยังไม่แน่นอนครับ ก็อาจจะคล้ายๆ มาย แต่ถ้าวันนึงผมหมดสนุกตรงนี้ก็อาจจะหาอะไรใหม่ๆ ทำ อ๋อ ผมอยากเป็นครูอนุบาลด้วยครับ น่าสนุกดี
นล: ผมจะทำโรงเรียนดนตรีต่อจากพ่อครับ อยากอยู่ที่นี่ไม่อยากไปไหน
ป่า: เป็นไปได้ก็อยากเปิดโรงเรียนแบบวรนันท์นะครับ (เปิดแข่งกับนล - เพื่อนแซว) ก็อยากเป็นครูสอนดนตรีด้วยครับ
นิยามคำว่า ป้าแจ๊ด ให้หน่อย
มาย: ป้าแจ๊ด คือ วงดนตรีเด็กๆ ที่อยากมีประสบการณ์ เราเคยเห็นแต่คนมีอายุเล่นแจ็ซซ์ใช่มั้ยครับ แต่เรายังเด็กอยู่ อยากเล่นได้อย่างนั้นบ้าง ตอนแรกเป็น ป๋าแจ็ซซ์ แต่เราเขียนเป็นภาษาอังกฤษมีคนมาอ่านเป็น ป้าแจ๊ด เราฟังแล้วมันก็ติดหูดี แนวมากๆ ก็เลยตกลงเป็น ป้าแจ๊ด พูดไปแล้วก็อาจจะเป็นวงของป้าด้วย เพราะป้าเบลล์ (ชื่อจริง คุณแม่ของนล) เขาเป็นคนสนับสนุนเรา
เพียว: ก็เป็นวงๆ หนึ่งที่เด็กๆ เล่นดนตรีกัน แต่พูดไปพูดมาแจ็ซซ์ก็เป็นดนตรีเชยนะ สมัยคุณลุง คุณปู่ เมื่อเปรียบเทียบกับร็อคที่เพิ่งเกิดมา แต่คำว่าป้าแจ๊ด (ออกเสียงเมืองๆ) มันก็ดูสดใสดีครับ อยากนำเสนอแจ็ซซ์ในมุมของเรา ผมคิดว่าบางทีวัยรุ่นเขาชอบแต่งตัวตามยุคตามสมัยกัน แต่เราอยากเชยอ่ะ ผมว่า เชย มันเป็นคำชมของผมไปแล้ว
นล: ป้าแจ๊ด คือ... (แม่ผมเองครับ เพื่อนแซวพร้อมกัน) ป้าแจ็ซซ์ก็มาจากหลายๆ อย่าง หลายๆ ที่ แล้วแจ็ซซ์นี่มีคนเล่นอยู่เรื่อยๆ พ่อก็บอกว่าตอนนี้ที่ยุโรปกับญี่ปุ่นก็กำลังบ้ากันมากๆ ก็ไม่จำเป็นว่าเด็กทุกคนต้องชอบแจ็ซซ์แบบเรา ที่เล่นดนตรีด้วยกันก็เพราะอยากให้มีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้างในวงการดนตรี
ป่า: ป้าแจ๊ด เป็นวงเด็ก แต่เล่นดนตรีแจ็ซซ์ครับ
|